คิดแบบโค้ช คิดบวกไม่ยาก

ในช่วงเวลาที่ผ่านมาเรามักได้ยินอาชีพหนึ่งบ่อยมากๆ นั่นคือ โค้ช หรือ วิทยากร เป็นอาชีพที่ดูกี รายได้ก็ดี เป็นงานที่เหมือนจะมีความอิสระสูงจนกลายเป็นอาชีพในฝันของใครหลายๆ คน

แต่สำหรับคนที่อยู่ฝนวงการวิทยากร, โค้ช มานานมักจะบอกว่า ทุกอย่างไม่ได้มีอะไรง่ายและสวยงานอย่างที่เห็น กว่าที่โค้ชหรือวิทยากรรุ่นเก๋าๆ จะยืนมาจนถึงจุดนี้ได้ทุกคนล้วนต้องฝึกฝน ทำการบ้าน เรียนรู้อย่างหนัก หนักกว่าคนทั่วๆ ไปหลายเท่า เพราะต้องทำหน้าที่นำความรู้ที่ได้มานั้นไปบอกต่อให้คนอื่นรู้ซึ่งนั่นหมายความว่าต้องเป็นความรู้ที่ถูกต้อง สามารถลงมือทำได้ และต้องนำเสนอในแนวทางที่เข้าใจง่ายอีกด้วย

ในวงการการสอนการอบรมในบ้านเรามีโค้ชวิทยากรแนวหน้าหลายคน วันนี้ thai-stories จะได้แนะนำให้ได้รู้จักกับโค้ชและวิทยากรที่อยู่ในวงการนี้มานานตั้งแต่ยังไม่เป็นที่รู้จักของคนวงกว้างอย่างเช่นทุกวันนี้ อ.สุณิชชา ชอบชัย โค้ช, วิทยากร และผู้บริหาร สถาบัน PPLearning

อ.สุณิชชา

     บ้านเรามีอาชีพหลากหลายมากทำไมถึงเลือกที่จะเป็นโค้ช, วิทยากร

เพราะเรามีต้นแบบที่ดีคือ โค้ช ปกรณ์ วงศ์รัตนพิบูลย์ ที่ได้พาให้เราได้มาเห็นโลกแห่งการเรียนรู้ และสนับสนุนทุกเรื่องจนสามารถเป็นวิทยากรได้ ซึ่งพอได้ทำหน้าที่วิทยากรแล้วก็หลงรักเส่หน์ของอาชีพนี้ เพราะเป็นอาชีพที่มีการเรียนรู้ในทุกๆ วัน ได้เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ฝันของหลายๆ คนสำเร็จ ได้เห็นรอยยิ้มหลังการฝึกหนักของคนที่มาเรียนด้วย และที่สำคัญคือการที่ตัวเราเองได้เรียนรู้และฝึกฝนตัวเองผ่านสถานการณ์ต่างๆ ในทุกวัน เรียกว่าเป็นอาชีพที่คอยให้คนอื่น แต่ในขณะเดียวกันเราก็ได้รับจากคนอื่นๆ ด้วยเช่นกัน ทำให้หลงรักและรู้ว่าตัวเองเลือกถูกแล้วในสายอาชีพนี้

แปลว่าการทำงานนี้ต้องเจอคนหลากหลายมาก แล้วอาชีพนี้ช่วยให้คนรอบข้างดีขึ้นได้อย่างไร

คงต้องถามพวกเขานะคะ 555 (หัวเราะ) จริงๆ เรามาบอกกันชัดๆ ไม่ได้หรอก แต่จากที่เคยได้ยินมาคือ พวกเขามีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น สามารถใช้ศักยภาพที่มีได้ดีมีคุณค่ามากขึ้น บางคนที่เคยมาเรียนด้วยพอเรียนเสร็จถึงขั้นลาออกจากงานเลยก็มี แล้วเขาก็มาขอบคุณเราว่า ขอบคุณอาจารย์นะคะที่ทำให้หนูตัดสินใจได้  บางคนก็บอกว่า เราทำให้เขาค้นพบวิธีทำงานที่มีประสิทธิภาพ รู้แล้วว่าจากนี้ไปจะรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ในงานอย่างไร แต่ที่รู้สึกดีเป็นพิเศษก็คือคนที่สามารถนำไปใช้ได้จริงซึ่งไม่ใช่เฉพาะแค่งานเท่านั้นแต่เขายังเอาไปปรับใช้กับชีวิตประจำวันได้ด้วย จริงๆ แล้ว เราไม่ได้ไปบอกให้เขาติดสินใจอะไร แต่ในหลายๆ หลักสูตรเวลาเรียนแล้วคนเรียนเขาจะนำกลับไปคิด นำกลับไปลงมือทำ แต่ก็อาจทำให้บางคนรู้จักตัวเองมากขึ้นก็ได้ว่าตัวเองกำลังต้องการอะไรอยู่ในช่วงเวลานั้น

ท้งหมดที่เกิดขึ้นคือคนเรียนนำความรู้ที่ได้กลับไปคิดต่อว่าจะนำไปปรับใช้อย่างไรดี พอเขาลงมือทำก็เลยเห็นผล แต่ส่วนมากที่สะท้อนให้เห็นไวคือเรื่องของความคิด พวกเขาจะสัมผัสได้ว่าการคิดบวกจะช่วยให้ทุกสิ่งดีขึ้นได้ไม่ว่าจะเผชิญสถานการณ์อะไรอยู่

อ.สุณิชชา

 

โดยส่วนตัวเป็นคนคิดบวกอยู่แล้วใช่ไหม ถ้าคนอื่นอยากคิดบวกด้วยจะแนะนำอย่างไร

ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองเป็นคนคิดบวกไหม 555 (หัวเราะอีกแล้ว) แต่หลายๆ คนมักแซวว่าคิดบวกตลอด จริงๆ คงกลายเป็นนิสัยไปแล้ว เราแค่มองว่าอยู่กับปัจจุบันให้ได้ ไม่ได้บอกตัวเองว่าฉันต้องคิดบวกนะ

มีหลายคนถามเหมือนกันว่าถ้าอยากคิดบวกแบบนี้ต้องทำยังไง ส่วนตัวแล้วจะแนะนำว่า ต้องยอมรับความจริงให้ได้ก่อนว่า ตอนนี้ เราคิดบวกหรือคิดลบ เรากำลังอยู่ในสถานการณ์ไหน ตามด้วยคิดถึง เป้าหมายในสถานการณ์นั้นว่าต้องการให้ผลลัพธ์ออกมาเป็นอย่างไร? เช่น ถ้าต้องการรักษาสัมพันธ์ ก็แค่ปรับความคิดของเราให้คิดด้านดีกับใครคนนั้นและสถานการณ์เพื่อประนีประนอม เพราะเราไม่ต้องการทำลายความสัมพันธ์จริงไหม ดังนั้น ถ้าเราทำเรื่องลบๆ ผลลัพธ์ก็ตรงกันข้ามแน่นอน หรือถ้าต้องการให้งานเสร็จ ก็ลองปรับความคิดให้ด้านดีๆ มองที่เจตนาและเป้าหมายเป็นหลัก แม้อาจไม่เข้าใจกันแต่ถ้าเรารู้ว่าอะไรเป็นเป้าหมาย เราต้องการอะไร เราจะเริ่มมองเห้นด้านดีๆ และคิดีจะตามมา

สิ่งสำคัญคือ “การอยู่กับปัจจุบัน เข้าใจสถานการณ์ตรงหน้า ตีความด้านดี มีเจตนาชัดเจนในเป้าหมาย และกล้าเผชิญกับสถานการณ์ โดยไม่กลัวอดีตไม่กังวลอนาคต สุขกับปัจจุบัน ก็เริ่มคิดบวกแล้วค่ะ”

ความคิดเราเปลี่ยนได้ และความคิดก็เปลี่ยนเราได้ด้วยเช่นกัน อยู่ที่เราเลือกที่จะคิด และเลือกที่จะเป็นเท่านั้นเอง

อ.สุณิชชา

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *